รู้จัก อีโคไล

อีโคไล E. coli(อี.โคไล)

ข่าว อีโคไล ล่าสุด

สธ. ย้ำ อี.โคไล ติดเชื้อจากการนำเชื้อเข้าสู่ปากเท่านั้น ไม่ได้ติดต่อทางการหายใจ หรือการสัมผัส

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เข้าร่วมการประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ อี.โคไล โอ 104 ระหว่างคนสู่คน เพื่อกำหนดมาตรการสำหรับประเทศไทย ว่าควรมีทิศทางการป้องกันอย่างไร

โดย นพ.สุวรรณชัย ได้กล่าวว่า ขณะนี้ยังคงใช้มาตรการเดิม ด้วยการจัดพิมพ์คำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากยุโรป และประสานการท่าอากาศยานไปยังทั้ง 13 สายการบิน โดยได้แจกให้กับผู้โดยสารบนเครื่องบินที่บินกลับประเทศไทยจาก ประเทศ เยอรมนี ออสเตรีย สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร

สำหรับคำแนะนำในสิ่งพิมพ์ที่แจกนั้น ระบุว่า หลังจากออกจากประเทศดังกล่าว ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ภายใน 7 วันข้อใดข้อหนึ่ง ทั้งอุจจาระเหลวเป็นน้ำ มีมูกเลือดปน หรือปวดท้อง อาเจียน ปัสสาวะออกน้อย หรือสงสัยว่ามีภาวะไตวาย ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที และควรหลีกเลี่ยงการนำผักผลไม้เข้ามาจากประเทศยุโรป

ทั้งนี้ นพ.สุวรรณชัย ได้กล่าวถึงแนวโน้มมาตรการตรวจและกักตัวผู้เดินทางมาจากยุโรปว่า ไม่มีการดำเนินการในลักษณะเช่นนั้นแน่นอน เนื่องจาก  1.กรณี โรคดังกล่าวไม่ใช่โรคที่แพร่ระบาดได้ง่าย เหมือนพวกไข้หวัด 2009 และ 2.โรคดังกล่าวมีระยะฟักตัวประมาณ 2-10 วัน ทำให้การตรวจหาผู้ติดเชื้อค่อนข้างลำบาก เนื่องจากอาจไม่แสดงอาการ การจะกักตัวไว้คงไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ นพ.สุวรรณชัย ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคจากการติดเชื้ออี.โคไล ชนิดนี้ เป็นโรคทางเดินอาหารชนิดหนึ่ง ซึ่งแม้จะติดต่อได้จากอาหารและน้ำ แต่ไม่สามารถติดต่อกันได้ง่าย ๆ การที่จะ ติดเชื้อจะต้องมาจากความใกล้ชิด ที่สัมผัสเอาเชื้อที่ปนเปื้อนในสิ่งของต่าง ๆ นำเข้าสู่ปาก โดยไม่เกี่ยวข้องกับการหายใจ และการสัมผัสทางผิวหนัง จึง ไม่ต้องกังวลว่าจะติดเชื้ออย่างง่ายดาย เพราะถ้าทุกคนดูแลสุขลักษณะให้ดี กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ทุกครั้ง ก็ไม่สามารถติดเชื้อดังกล่าวได้

หลังจากที่มีข่าวครึกโครมเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียอีโคไลใน ทวีปยุโรป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 20 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 มิถุนายน) อีกทั้งยังมีพบผู้ติดเชื้ออีโคไล กว่า 2,000 ราย ภายใน 1 เดือนก็ทำให้เกิดความหวั่นวิตกไปทั่ววงการแพทย์ เนื่องจากทางการแพทย์เองก็ยังไม่หาสามารถหาข้อสรุปได้ว่า ต้นตอของเชื้อดังกล่าว มันมาจากที่ไหน..แต่ที่แน่ ๆ มันร้ายแรง ก้าวร้าวและดื้อยาปฏิชีวนะเป็นที่สุด !!! …แถมยังได้ข่าวมาว่า ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดอีกด้วย

แบคทีเรีย อีโคไล คืออะไร?

แบคทีเรียชนิดนี้ มีชื่อเต็ม ๆ ว่า Escherichia coli (เอสเชอริเชีย โคไล) หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า E. coli(อี.โคไล) เป็น แบคทีเรียที่มีอยู่แล้วในร่างกายมนุษย์และสัตว์ จะพบได้ในลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการท้องเสียบ่อย ๆ อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ แต่จะมีอาการไม่รุนแรง เพราะคนเรามีภูมิต้านทานโรคอยู่บ้าง และปกติเราสามารถพบเชื้อดังกล่าวได้ในอุจจาระอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีอาการอะไร

ทั้งนี้ แบคทีเรียอีโคไลนั้นมีอยู่หลายชนิด แต่เชื้อแบคทีเรียอีโคไลที่ระบาดอยู่ในทวีปยุโรปนั้น เป็นเชื้อแบคทีเรียอีโคไล ชนิด โอ104 ผลิตสารพิษชิก้า (STEC) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดที่มีความรุนแรงมาก และเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิ 35-37 องศาเซลเซียส

แบคทีเรียอีโคไล แพร่เข้าสู่ร่างกายคนได้อย่างไร?

เชื้ออีโคไลจะเข้าสู่ร่างกายคนได้จากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ ซึ่งส่วนมากจะพบในอาหารที่ปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

เมื่อติดเชื้อ แบคทีเรียอีโคไล แล้ว จะมีอาการอย่างไร?

เริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการท้องร่วงเล็กน้อย จนกระทั่งรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว อาจจมีเลือดปน มีไข้ อาเจียน ถ้า หากไม่หายภายใน 10 วัน ควรไปพบแพทย์เป็นการด่วน ไม่เช่นนั้นผู้ป่วยจะเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก และไตวาย อาจจะทำให้เสียชีวิตในที่สุด นอกจากนี้ผู้ป่วยไม่ควรรับประทานยาระงับการถ่ายอุจจาระ เพราะยาประเภทนี้จะทำให้อาการป่วยรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

การป้องกันและรักษา

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อแบคทีเรีย อีโคไล แต่ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดท้องได้ในเบื้องต้น และควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดในกลุ่มสเตอรอยด์ เช่น ยาแอสไพริน เพราะจะยาตัวนี้จะไปทำลายไตของผู้ป่วย

สำหรับวิธีป้องกันเชื้อ แบคทีเรียอีโคไล ในเบื้องต้น คือ

1. รับประทานอาหารที่ปรุงสุก และถูกสุขลักษณะ
2. ควรเก็บอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไว้ในอุณหภูมิต่ำ
3. สำหรับผักสด ควรล้างน้ำให้สะอาด โดยการปล่อยน้ำไหลผ่านผักประมาณ 2 นาที
4. ในการประกอบอาหารควรปรุงให้สุกในระดับอุณหภูมิ 71  องศาเซลเซียสขึ้นไป
5. ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมืออยู่เสมอ
6. เมื่อมีอาการท้องเสียขั้นรุนแรง ควรไปพบแพทย์โดยด่วน และอย่ารับประทานยาระงับถ่ายอุจจาระ

อีโคไล (E. coli) หรือมีชื่อเต็มๆ ว่า  Escherichia coli (เอสเชอริเชีย โคไล)

เป็นแบคทีเรียในกลุ่มโคลิฟอร์ม เป็นตัวชี้การปนเปื้อนของอุจจาระในน้ำ มีอยู่ตามธรรมชาติในลำไส้ใหญ่ของสัตว์และมนุษย์

แบคทีเรีย ชนิดนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสียบ่อยที่สุด ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้ถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำ แต่อาการมักไม่รุนแรง เพราะทั้งเด็ก และผู้ใหญ่มักมีภูมิต้านทานอยู่บ้างแล้ว เนื่องจาก ได้รับเชื้อนี้เข้าไปทีละน้อยอยู่เรื่อยๆ เชื้อนี้มักปนเปื้อนมากับอาหาร น้ำ หรือ มือของผู้ประกอบอาหาร ปกติเชื้อเหล่านี้อาจพบในอุจจาระได้อยู่แล้วแม้จะไม่มีอาการอะไร

เชื้ออีโคไล แพร่สู่คนได้อย่างไร

เชื่อแบคทีเรียอีโคไลจะ แพร่สู่คนได้จากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิด นี้ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งเชื้อชนิดนี้มักจะปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

อาการของผู้ได้รับเชื้ออีโคไล
จะพบอาการแต่เริ่มท้องร่วงเล็กน้อย จนกระทั่งเกิดภาวะลำไส้อักเสบและมีอาการเลือดออกไม่หยุด เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและพบเลือดปนกับอุจจาระ

ระยะฟักตัวของเชื้ออีโคไล

ระยะฟักตัวของเชื้ออีโคไลอยู่ ที่ประมาณ 3-8 วัน และจะปรากฏอาการในช่วง 3-4 วันหลังการได้รับเชื้อ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อจะสามารถนำเชื้อชนิดนี้ออกจากร่างกายได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่เชื้อส่วนที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยยังสามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เช่นเกิดภาวะไตเสื่อม ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย

ผู้เสี่ยงได้รับเชื้ออีโคไล

เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จะเป็นผู้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออีโคไลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายของคนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการต้านทานเชื้อได้น้อยกว่า คนทั่วไป

การป้องกันและรักษาเมื่อได้รับเชื้ออีโคไล

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาอาการที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้โดยตรง ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดท้องได้ในเบื้องต้น แต่ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มสเตอรอยด์ เช่นยาแอสไพริน เพราะยากลุ่มนี้จะมีผลทำลายไตของผู้รับประทาน นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการได้รับเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
และ http://news.mthai.com

Leave Comment

You must be logged in to post a comment.